
แยกบัญชีธุรกิจกับตัวเองซะ
ผมรู้ครับว่าเรื่องนี้คนพูดกันมาเยอะมาก มันไม่ใช่ Hack ไม่ใช่ทางลัดอะไรเลย แต่ถ้ายังไม่ได้ทำ ทำเถอะ โดยเฉพาะถ้าคุณยังไม่ได้จดบริษัท
แยกทำไม เสียเวลาเปล่า
พอไม่แยก เราก็จะเผลอใช้ หรือไม่ก็เห็นเลขในบัญชีแล้วคิดว่า "รวยไม่ไหวแล้วโว้ย" เห็นเลข 200,000 ในบัญชีแล้วรู้สึกรวย ทั้งที่ 150,000 ในนั้นเป็นค่าของที่ต้องจ่ายหรือค่าลูกน้อง การเห็นเงินทั้งก้อนมันทำให้เราตัดสินพลาดได้ง่ายมาก ไม่ว่าจะเป็น สั่งของเพิ่ม ต่อเติมออฟฟิศ หรือ ซื้อรถเลย! รวย! ปัญหานี้คลาสสิกสุดๆสำหรับ SME หรือธุรกิจรายเล็ก ยิ่งกู้มาเงินในบัญชียิ่งเยอะ
แต่ที่หนักกว่านั้นและผมก็เคยเป็น คือมันไหลกลับทางได้ด้วย ตอนนั้นหน้าบาง กลัวคนหาว่าเจ๊ง ร้านเงินไม่พอ ก็เลยโอนเงินตัวเองเข้าไปอุด ผ่านไปหลายเดือนก็ไม่มีใครรู้แล้วว่าร้านมันอยู่ได้ด้วยตัวเอง หรืออยู่ได้เพราะเราเติม เพิ่มทุนเข้าไปเรื่อยๆ
เคยคิดว่าตัวเองคุมได้ ไม่เหมือนคนทั่วไปหรอก
ผมเองก็เหมือนกันได้ยินมาเยอะ ไอ้ที่ให้แยกบัญชีธุรกิจ แต่ผมไม่แยกไง ก็คิดว่าตัวเองแยกแยะออก ต่อให้เงินเข้าเยอะแค่ไหนก็ไม่ชะล่าใจหรอก สรุปคือเละครับ อย่าไว้ใจตัวเองมาก อย่าหาเรื่องด้วยการคิดว่าตัวเองควบคุมได้ อันนี้ไม่จริง และอย่าไปท้าด้วย ไม่คุ้ม
ถ้าคุณเก่งพอ มีสติ ไม่เอาไปใช้ส่วนตัวยังต้องแยกมั้ย?
ก่อนอื่นเลยต้องชมที่มีสติ แต่เหมือนเดิม แยกเถอะครับ!
อ้าว!! ก็ไม่ได้ใช้ส่วนตัวละนี่ ทำไมต้องแยกล่ะ? คือมันเป็นแบบนี้ครับ ต่อให้คุณมีสติแยกได้ แต่ถึงเวลาที่คุณต้องลงทุนเพิ่มหรือหุ้นส่วนถามหากำไร คุณต้องมาหักลบกับบัญชีส่วนตัวคุณอีก และการที่เห็นเงินมากคุณอาจจะเผลอลงทุนเกินความจำเป็นก็เป็นได้
ทีนี้คุณก็อาจจะบอกผมอีกว่า ไม่เป็นไร ชั้นดู Excel ได้ แยกออกได้ว่าส่วนไหนควรเป็นของร้าน ส่วนไหนควรเป็นของส่วนตัว ผมคงต้องตอบกลับว่า ถ้าคุณมีเวลาดู Excel รายรับรายจ่ายที่บัญชีมันรวมกันได้ ทำไมคุณถึงไม่เอาเวลาไปแยกบัญชีครับ? แค่แยกก็เห็นแล้วว่าคุณควรลงทุนเพิ่มหรือต้องตัดค่าใช้จ่ายส่วนไหน
กลัวค่าธรรมเนียมบัญชีไม่เดิน?
นี่เป็นเหตุผลที่ใกล้เคียงกับคำว่าข้ออ้างที่สุดแล้วครับ ถ้าคุณทำร้าน/ธุรกิจ โดยที่แยกบัญชีแล้ว บัญชีร้านไม่มีเงินเข้ามา 1 ปีหรือเกิน 1 ปีแล้วบัญชีส่วนตัวยังไม่มีเงินเข้า สิ่งที่คุณต้องกลัวคือยอดขายคุณครับ ไม่ใช่ค่าธรรมเนียม กลับไปดูโครงสร้างธุรกิจคุณก่อน ค่าธรรมเนียมพวกนี้เล็กน้อยมาก
ทางแก้โคตรง่าย
ก็ไปเปิดอีกบัญชีมา จบ ไม่ต้องรอเปิดบริษัท ไม่ต้องรอจดทะเบียน เงินเข้าจากการขายให้เข้าบัญชีนั้นบัญชีเดียว ค่าของ ค่าส่ง ค่าแอด จ่ายออกจากบัญชีนั้น (หรือจะแยกเพิ่มให้ละเอียดขึ้นก็ได้) ส่วนเราเอง ก็โอนเงินเดือนตัวเองออกมาเป็นก้อน เดือนละครั้ง เท่านี้พอแล้วสำหรับตอนเริ่ม หรือถ้าจดทะเบียนก็ยิ่งดีเพราะการเอาเงินเข้าออกบริษัทมันต้องมีขั้นตอน ทำให้มั่วบัญชีได้ยาก
พูดตามในหนังสือเป๊ะ ก็ของจริงเงินมันไม่พอใช้
ผมกะแล้วคุณต้องพูด! อันนี้เข้าใจเลย มันก็มีเคสแบบพอแยกแล้วเงินก้อนไม่พอ หรืออยากเอามาใช้ก่อน ในชีวิตจริงใช้ไปเถอะ ขอแค่เราจดแยกจริงๆอะนะ ปัญหาคือไม่จดว่ายืมบริษัทมาเท่าไหร่ (อันนี้ถ้าเป็นรูปบริษัทจะง่ายหน่อยเพราะมีเขียนไว้ในงบการเงิน) พอไม่จดบางทีก็ลืมจ่ายคืน เคสแบบนี้ถ้าจดลงบัญชีและแยกให้ละเอียด รู้ที่มาของเงินก็โอเค ไม่ใช่รวมกันแล้วไม่รู้ว่าก้อนไหนคือจ่ายส่วนตัวหรือบริษัท
ในชีวิตผมเองก็มีเคสแบบนี้ทั้งเพิ่มทุนกับยืมเงินบริษัท เลยทำบันทึกรายรับรายจ่ายส่วนตัวไว้ แต่มีลูกเล่นเพิ่มว่าเราต้องคืนบริษัทหรือธุรกิจค้างเราเท่าไหร่ ใครสนใจลองโหลดไปใช้กันนะ ฟรีแน่นอนอันนี้
ผมเขียนไว้เป็นข้อแรกใน 10 ข้อที่ทำให้ธุรกิจเจ๊ง เพราะมันเป็นข้อที่รู้ตัวช้าที่สุด เพราะงั้นแยกบัญชีส่วนตัวกับธุรกิจเถอะ อะไรที่มันไม่มีข้อดีจะทู่ซี้ทำทำไม?
ตารางที่ผมใช้จริงในร้านตัวเอง เปิดใน Google Sheet ได้เลย
ดูเครื่องมือทั้งหมด

