15 ก.ย. 2569 · เจ๊งเพราะอะไร
อยากเจ๊งทำ 10 ข้อนี้

อยากเจ๊งทำ 10 ข้อนี้

10 สาเหตุที่ทำให้ธุรกิจผมเจ๊ง นี่คือเรื่องจริงที่ผมอยากเล่า อยากแชร์ ที่ผมเชื่อว่าหลายๆข้อคุณคงเพิ่งเคยได้ยิน โดยเฉพาะกับคนที่เพิ่งทำธุรกิจ

1. ไม่แยกบัญชีธุรกิจกับส่วนตัว

เปิดมาด้วยข้อที่คุณน่าจะเคยได้ยินจากหลายๆที่แล้ว (อ้าว! ไหน บอกไม่ค่อยมีใครไง)

ถ้ายังไม่ได้ทำผมก็อยากให้คุณทำ เพราะนี่คือสาเหตุการเจ๊งหลักของ SME ไทยเลย

ส่วนใหญ่คือพอเห็นเงินในบัญชีเยอะ ก็เลยคิดว่า "รวย" แล้วเอาไปซื้อของฟุ่มเฟือยที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจ เอาไปใช้ส่วนตัว จนรู้อีกทีเงินมันก็หมุนไม่ทัน

แต่ก็มีอีกด้านครับ ซึ่งนั่นก็คือผมด้วย คือ "รักธุรกิจตัวเองมากไป" หรือพูดง่ายๆกลัวคนบอกว่าเจ๊งมั้ยนั่นแหละ พอกลัวเจ๊งแล้วทำไง? อัดเงินตัวเองเข้าบัญชีบริษัทเยอะๆเลย เงินเดือนส่วนอื่นก็ไม่แยก เอามาใส่ธุรกิจตัวเอง พอไม่แยกแล้วเกิดอะไรขึ้น? กว่าผมจะรู้ตัวอีกที ร้านผมมันอยู่ได้เพราะเงินเติม ไม่ใช่เพราะตัวร้านเอง

ถ้าคุณไม่แยกนะ กว่าคุณจะรู้ตัวมันจะช้ามากๆ

2. ไม่รู้ต้นทุน สักแต่ขาย ขายได้เยอะมันฟิน

เห็นแต่รายได้ ไม่รู้รายจ่าย ยิ่งขายในพวกช้อปปี้ ลาซาด้า แอปพวกนี้ชอบเอายอดมาหลอกให้คุณดีใจ มาดูอีกทีขายเป็นแสน กำไรหลักบาท แล้วนั่นยังไม่หักค่าเช่า ค่าลูกน้อง

อย่าคิดว่าไม่มีจริงนะ มีจริง และหลายคนติดกับดักเรื่องนี้มาก

3. ไม่ต้องทำการตลาดมันหรอก ค่าแอดค่าโฆษณาไม่ต้องยิง

ย้อนกลับไปได้ ผมโคตรอยากเขกกะโหลกตัวเองเรื่องนี้เลย คิดว่าการตลาดมันไม่สำคัญ โดยเฉพาะค่า "โฆษณา" ฟังผมดีๆนะ คำว่าโฆษณาเนี่ย มันคือค่าที่ต้องจ่าย

มีหลายธุรกิจไม่ต้องยิงแอด บางทีเป็นกระแสทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรมาก แต่ถ้าคุณขายออนไลน์หรือคิดจะทำให้โต ค่าโฆษณาคุณเลี่ยงไม่ได้ คิดง่ายๆมันคือการซื้อพื้นที่หน้าสื่อ

ถ้าไม่ทำ คุณกำลังโดนคู่แข่งแย่งพื้นที่สื่อทุกวัน คิดแล้วน่ากลัวกว่าเงินที่คุณเสียไปกับค่าโฆษณาเยอะ ไอ้ค่านิยมว่า "ของดีต้องออแกนิคสิ(วะ)" ผมอยากให้คุณลบความคิดนี้ไปจากหัวซะ

4. รักสินค้าตัวเอง สินค้าของชั้นมันดี ไม่ต้องสนใจตลาด

รักสินค้าตัวเองไม่ผิด แต่หลายครั้งเรามัวแต่ดูสินค้าตัวเอง คิดว่ามันเจ๋งจนไม่มีใครสู้ได้ ขายไปต้องมีลูกค้าเยอะแน่ๆ ผมจะบอกให้ นี่คือมุมมองจากฝั่งคนขายฝ่ายเดียว ต้องดูตลาดด้วยว่าลูกค้าจะรักสินค้าตัวนี้เหมือนเรามั้ย และหลายครั้งสินค้าของเราดีจริง แต่อย่าลืม สินค้าคู่แข่งคุณก็ดีเหมือนกัน คิดง่ายๆประเทศไทยมีคนตั้ง 60 ล้านคน จะเป็นไปได้ง่ายๆหรอว่าสินค้าเราจะดีที่สุด?

5. ให้เครดิตลูกค้าใหม่ แต่ไม่ได้เช็คเงินสดในบัญชี

ใครๆก็อยากให้เงินออกช้า ลูกค้ามักจะขอเครดิตแหละถ้ามีโอกาส ซึ่งอันนี้ขึ้นกับคุณประเมินความเสี่ยงเองนะ แต่ผมมีประสบการณ์จะแชร์ให้ฟัง ผมเคยเงินสดในมือเกือบจะไม่พอ เพราะไปให้เครดิตลูกค้าบริษัทใหญ่แล้วลูกค้าดันจ่ายช้าดึงเวลา คือจะบอกว่าอย่าไปโลกสวยคิดว่าทุกคนจะจ่ายคุณตรง ไม่ว่าลูกค้าคุณจะเป็นบริษัทใหญ่แค่ไหนก็ตาม (ยิ่งพวกนี้เทคนิคการเลื่อนจ่ายเก่งกว่าบริษัทเล็กมาก)

6. ยอดขายตกเมื่อไหร่ ค่อยคิดว่าจะแก้ยังไง

แปลว่าไม่มีแผนสำรอง คุณต้องคิดตลอดว่ายอดขายมันมีโอกาสตก ยิ่งทำในแพลตฟอร์มออนไลน์นะ เดือนนี้กับเดือนที่แล้วรายได้คุณต่างกันเกิน 30% เป็นเรื่องปกติเลย อย่ารอให้ยอดมันตก คุณต้องหาทางขยาย หาทางออกตลอดเวลา อย่างน้อยคุณต้องมีแผนสำรองอย่างน้อย 3 เดือน

7. เลือกหุ้นส่วนจากความสนิทหรือเอาคนในครอบครัวเพราะมันคุยง่ายดี

คุยง่ายตรงไหน? คุยง่ายเพราะยังไม่มีเรื่องเงินมาเกี่ยวต่างหาก ตอนเปิดใหม่ๆก็ดีหมดแหละ เพื่อนลงเงิน น้องมาช่วยเฝ้าร้าน เย็นๆนั่งคุยกันว่าปีหน้าจะเปิดสาขาสอง พอยอดตกทีนี้ล่ะ เรื่องที่ไม่เคยเขียนกันไว้เพราะเกรงใจ ก็กลายเป็นเถียงกันด้วยความจำล้วนๆ (แล้วความจำของใครก็เข้าข้างตัวเองทั้งนั้น)

ปัญหามันอยู่ตรงนี้แหละ คนลงเงินก็คิดว่า "ชั้นลงเงินเยอะกว่านะ" คนทำงานก็รู้สึกว่าทำอยู่คนเดียว คือต่างคนต่างมองกันคนละมุม ถ้าไม่ตกลงกันให้ชัด (ชัดจริงๆนะ ไม่ใช่หลวมๆแบบ ชั้นเฝ้าร้าน เธอทำคอม) ทะเลาะกันชัวร์

8. แย่งงานลูกน้องทำ โดยเฉพาะส่วนปฏิบัติการ

ปัญหาสุดคลาสสิก เจ้าของไม่ยอมปล่อย เห็นลูกน้องแพคของช้าก็ลงไปแพคเอง เห็นพับกล่องไม่สวยก็แย่งมาพับ ได้เห็นของออกทุกวัน รู้สึกดีที่งานเยอะ แต่ระหว่างที่นั่งแพคอยู่เนี่ย ใครหาลูกค้าใหม่? ใครหาสินค้าใหม่? งานแพคจ้างคนทำได้ งานคิดของเจ้าของจ้างใครมาทำแทนไม่ได้หรอก

ข้อนี้พูดง่ายแต่ทำยากครับ (ผมเข้าใจว่าคนพูดกันเยอะ) เพราะถ้าไม่เข้มกับลูกน้องตั้งแต่แรก พองานออกมาห่วย เราก็จะหงุดหงิดแล้วลงไปทำเองอยู่ดี หรือบางเคสเช่น ออเดอร์ทะลักเป็นช่วงๆ ลงไปทำเองก็ไม่เสียหาย ถ้าเป็นเคสนี้ทำเองอาจจะดีกว่าจ้างเพิ่ม

9. สต็อคสินค้าเยอะๆเพื่อให้ได้ต้นทุนที่ถูก เพราะคิดว่า "เดี๋ยวก็ขายออก"

โคตรคลาสสิกสำหรับ SME คิดว่าสต็อคทีละเยอะๆ เน้นให้ต่อชิ้นถูก ยิ่งหน่วยเยอะราคาก็ลงอีก ก็ยิ่งสั่งเข้าไปใหญ่ นั่งคิดกำไรแล้วฟินเลย ขายหมดนี่รวยแน่ แต่พอถึงเวลาจริงดันขายไม่ออก ของค้างสต็อคเต็มไปหมด ทีนี้เงินที่จ่ายไปก็จมอยู่ในกองของ จะเอาไปจ่ายค่าเช่า ค่าลูกน้อง ก็ทำไม่ได้ ยิ่งเป็นของตามกระแสนะ รอไปอีกหน่อยคนก็เลิกเล่นแล้ว สุดท้ายก็ต้องมานั่งล้างสต็อค ลดราคาให้มันออกๆไป ข้อนี้ตายกันมาเยอะ

ผมแนะนำนะเราต้องกล้ายอมรับ มองความเป็นจริงก่อนว่าขายได้ขนาดที่คิดมั้ย เงินสดส่วนมากขาดเพราะข้อนี้แหละ

10. จ้างคนเผื่อไว้ก่อน

ตอนผมทำร้านอาหาร ผมจ้างคนมาเผื่อๆกลัวบริการลูกค้าไม่ทัน กลัวทำช้า ไอ้ตอนมีลูกค้ามันก็โอเคครับ แต่พอยอดตกจะทำไง? จ่ายค่าแรงอย่างเดียวก็ขาดทุนแล้วไง!

คือการไล่พนักงานมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ทั้งในแง่กฎหมายและความรู้สึก

เพราะฉะนั้นควรคำนวณโครงสร้างค่าแรงดีๆ อย่างแย่ที่สุดวันที่งานเยอะ ก็เอาให้มันเหนื่อยสุดๆไปเลย ไว้มันไม่ทันจริงๆค่อยจ้าง อย่าไปกลัวตัวเองหรือลูกน้องเหนื่อยมาก

ข้อนี้มันเป็นเรื่องจริงที่คนชอบเข้าใจผิด เราจะเห็นคนบอกว่าให้ระบบทำงานแทน เป็นเจ้าของอย่าไปทำงานระดับปฏิบัติการมาก อันนี้ถูก แต่ไม่ได้หมายความว่าไอ้พวกงานปฏิบัติการอย่างแพ็คของ ส่งของ คุณจะห้ามทำเลย ถ้าคุณรายได้ยังไม่โตพอขนาดจ้างคน อย่าไปจ้าง ทำเองก่อน (แต่ต้องเผื่อเวลาไว้ทำส่วนอื่นนะโดยเฉพาะการขยายกิจการ)

ถ้าคุณรีบจ้างคนโดยไม่สัมพันธ์กับรายได้ คุณกำลังแบกภาระที่จะทำให้คุณอ้วกในวันที่ไม่มีลูกค้า

ทั้ง 10 ข้อนี้คือประสบการณ์ผมล้วนๆ ถ้าใครทำแล้วธุรกิจคุณไปได้ดี ผมยินดีด้วย แต่สำหรับผม 10 ข้อนี้ทำผมเจ๊งมาแล้ว และผมหวังว่าคุณจะไม่เป็นแบบผม

อยากได้ตัวช่วยที่ผมใช้เองไหม

ตารางที่ผมใช้จริงในร้านตัวเอง เปิดใน Google Sheet ได้เลย

ดูเครื่องมือทั้งหมด

บทความที่เกี่ยวข้อง